facebook

ข่าวสาร (สุวรรณคเณศ)

คเณศจตุรถี  วันเกิดขององค์มหาเทพ พระพิฆเนศ

คเณศจตุรถี วันเกิดขององค์มหาเทพ พระพิฆเนศ


เทศกาลวันคล้ายวันประสูติของพระคเณศ (Birthday of Lord Ganesh) หรือ คเณศจตุรถี (गणेश चतुर्थी - Ganesh Chaturthi) นั้น   จะเริ่มขึ้นในวันที่ 4 ของศุกรปักษ์ (ขึ้น ๔ ค่ำ) เดือนภัทรบท (Bhadrapad) แล้วเทศกาลนี้จะมีติดต่อกันไปถึงวันที่ 14 เดือนภัทรบทซึ่งจะเรียกวันนี้ว่า “อนันตจตุรทศี (Anant Chaturdashi)”แล้วในวันที่ 15 ค่ำเดือนภัทรบทก็จะมีพิธีส่งพระคเณศกลับสู่เทวโลก ด้วยการนำเทวรูปพระคเณศที่ปั้นขึ้นใหม่ในพิธีบูชานี้ไปทำการลอยน้ำ แต่ถ้าเป็นเทวรูปที่เรามีอยู่แล้วและนำมาบูชาในพิธีนี้ก็สามารถนำไปจุ่มน้ำแทนก็ได้  ซึ่งถ้าเทียบจากปฏิทินทางจันทรคติไทยแล้วเทศกาลคเณศจตุรถีก็น่าจะอยู่ราววันขึ้น ๔ – ๕ ค่ำเดือน ๑๐ (ปฏิทินจันทรคติไทยกับอินเดียอาจคลาดเคลื่อนกันบ้าง) และถ้าเป็นปฏิทินสุริยคติ (สากล) แล้วก็จะเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม – ต้นเดือนกันยายนนั่นเองในเทศกาลคเณศจตุรถีนี้ ท่านผู้นับถือสักการะพระคเณศก็มักจะทำการจัดพิธีบูชาเฉลิมฉลองให้กับพระคเณศกันในช่วงเวลานี้ในการเฉลิมฉลองเทศกาลคเณศจตุรถีก็จะมีการกล่าวถึงใบไม้ 21 ชนิดที่เราจะนำมาใช้ในการถวายแด่พระคเณศในเทศกาลนี้ แล้วคำถามก็คือว่าใบไม้ทั้ง 21 ชนิดนั้นมีใบอะไรกันบ้างคราวนี้มาทำความเข้าใจกับคำที่ในตำราเขาเขียนถึง “บัตร หรือ ปตฺร (पत्र - Patra or Patram)” ก่อนว่ามันแปลว่าอะไร อันคำว่า “पत्र” ในภาษาสันสกฤตนั้นจะหมายถึง ใบไม้, ยอดอ่อนของต้นไม้ (มีกิ่งร่วม), กลีบดอกไม้, อักษร, กระดาษ, จดหมาย, เอกสาร เป็นต้นดังนั้นถ้าจะนำมาใช้ในเรื่องที่ว่าด้วยของที่จะนำมาถวายพระคเณศแล้ว ก็จะสื่อถึงว่าเป็น ใบไม้, ยอดอ่อนของต้นไม้และดอกไม้ นั่นเองจึงทำให้บางท่านเห็นว่าชาวฮินดูบางที่ก็จะมีการนำดอกไม้ กิ่งไม้ รวมถึงผลไม้ (ที่ติดกับกิ่ง) มาถวายในเทศกาลนี้เช่นกัน (แต่จริงๆ แล้วผมเองมองว่า ดอกไม้จะมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ปุษป” และผลไม้จะมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ผล” จึงขอให้วิจารณญาณแยกแยะด้วย เพราะบางแห่งเขาก็เอามาใช้ ส่วนตัวผมว่าควรแยกดีกว่า และได้แยกไว้ต่างหากเฉพาะให้)เมื่อเข้าใจตามนี้แล้วเราก็ไปดูกันว่า “บัตร” ที่ผมค้นคว้ามานั้นมีบัตรอะไรกันบ้าง และมันคือพืชสายพรรณในตระกูลใด เผื่อท่านพยายามหาบัตรนั้นมาถวายไม่ได้จะได้เลือกเอาบัตรสายพรรณใกล้เคียงในวงศ์หรือตระกูลเดียวกันมาใช้ถวายแทนได้ (ตรงนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า สภาพภูมิอากาศและสายพรรณพืช ของเรากับอินเดียนั้นไม่เหมือนกัน อย่างอินเดียเหนือกับอินเดียใต้ก็ยังใช้แตกต่างกันบ้างตามแต่ที่ท้องถิ่นเขาจะหาได้

1. ใบมาจี (माची पत्र - Machi Patra) 
     1.1. เป็นพืชในตระกูลหญ้าคาชนิดหนึ่งที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Imperata Cylindrica” 
     1.2. เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งในตระกูลโกฐจุฬาลำพาที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  “Artemisia vulgaris

2. ใบพฺฤหตี (बृहती पत्र - Brihati Patra) 
เป็นพืชในตระกูลมะแว้งที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "Solanum violaceum" ซึ่งหมายถึง มะแว้งขม หรือ มะแคว้งขม
บ้างก็ว่าเป็นมะแว้งอีกชนิดหนึ่ง ชื่อ Solanum Incanum or Solanum Surattense” 
บ้างก็ว่าเป็นใบมโกยา (मकोया पत्र - Makoya Patra) ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Solanum Indicum” 
บ้างก็ว่าเป็นใบกณฺฏการีหรือใบรานวําเค (कन्टकारी पत्र or रानवांगे पत्र - KandaKari Patra or Ravamge Patra)
ซึ่งก็คือใบของต้นมะเขือเปราะหรือมะเขือขื่น ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Solanum Xanthocarpum”  สรุปก็คือพืชในตระกูลมะเขือ - มะแว้ง นั่นเอง

3. ใบพิลฺว (बिल्व पत्र - Bilva Patra) 
ชื่อทางไทยเราก็คือตระกลูมะตูมนั่นเอง ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Aegle Marmelos”
ปล. ใบมะตูมนี้ถือกันว่าเป็นใบไม้ที่พระศิวะเจ้าทรงโปรดปรานที่สุด และไม่นิยมนำมาใช้บูชาพระสุริยเทพ

4. ใบทูรฺวา (दूर्वा पत्र - Durva Patra)
เป็นพืชในตระกูลหญ้าแพรกชนิดหนึ่งของอินเดีย ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Cynodon Dactylon”
ปล. หญ้าทุรฺวานี้ยังถืออีกว่าเป็นใบไม้ที่พระคเณศทรงโปรดปรานที่สุด และเป็นใบไม้ที่ไม่นิยมนำมาบูชาพระแม่ปารวตีเทวี

5. ใบธตูรา หรือ ใบโธตฺรา (धतूरा पत्र or धोत्रा पत्र - Datura Patra or Dhotra Patra) 
เป็นพืชในตระกูลมะเขือหรือต้นลำโพงกาสลักหรือมะเขือบ้าอินเดีย ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Datura Metel” 
ซึ่งตรงนี้ชาวไทยหรือชาวอินเดียใต้ก็มักจะอนุโลมให้เป็นใบของต้นลำโพง ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Datura Alba Nees” ก็มี แต่ต้นลำโพงนั้นถือว่าเป็นพืชมีพิษ ดังนั้นใบธตูราในที่นี้น่าจะเป็นต้นลำโพงกาสลักจะถูกต้องกว่า

6. ใบพทรี (बदरी पत्र - Badari Patra) 
เป็นพืชในตระกูลพุทรา ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า“Ziziphus Mauritiana” หรือ “Ziziphus Jujuba”

7. ใบอปามารฺค (अपामार्ग पत्र - Apamarga Patra) 
เป็นในตระกูลบานไม่รู้โรยหรือต้นหญ้าพันธุ์งู ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Achyranthes Aspera”

8. ใบตุลสี (तुलसी पत्र - Tulasi Patra) 
เป็นพืชในตระกูลกะเพราหรือโหระพา ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Ocimum Sanctum” หรือ “Ocimum Tenuiflorum” ก็มี   ซึ่งก็คือกะเพราแดงหรือกะเพราป่านั่นเองปล. ใบกะเพราะนี้ถือว่าเป็นใบไม้ที่พระวิษณุเจ้าและพระลักษมีทรงโปรดปรานที่สุด และไม่นิยมนำมาใช้ถวายพระคเณศ

9. ใบจูต (चूत पत्र - Chuta Patra) 
เป็นพืชตระกูลมะม่วงชนิดหนึ่งของอินเดีย ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Mangifera Indica” (ผลของมันจะคล้ายๆ มะม่วงสามฤดูของบ้านเรา แต่จะมีสีแดงอมม่วง)บางแห่งก็เรียกว่า ใบอามฺร (आम्र पत्र - Amar Patra) ซึ่งถือว่าจะใช้ใบของต้นมะม่วงชนิดไหนมาแทนก็ได้

10.กรวีร (करवीर पत्र - Karavira Patra) 
เป็นพืชในตระกูลยี่โถ (ดอกสีแดง) ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Nerium Indicum” 
บางแห่งอาจมีการใช้ใบของต้นยี่โถฝรั่ง (Thevetia Neriifolia) ซึ่งมีดอกสีเหลืองแทนก็มี

11.ใบวิษฺณุกฺรานฺต (विष्णुक्रान्त पत्र - Vishnu Kranta Patra) 
เป็นพืชในตระกูลผักบุ้ง (Convolvulaceae) ไม้ล้มลุกพุ่มเตี้ยหนึ่งของอินเดียที่ใบจะมีลักษณะเป็นขนดอกสีม่วงหลายแฉกแต่กลีบดอกติดกัน ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Evolvulus Elsinoides” 
ซึ่งปัจจุบันมีผู้นำเข้ามาขายในไทยเราแล้วในชื่อว่า "ต้นฟ้าประดิษฐ์" ซึ่งพืชพรรณนี้ในไทยเราสายพรรณใกล้เคียง ในชื่อว่า "ต้นใบต่อก้าน (Evolvulus alsinoides)" และต้นใบต่างเหรียญ (Evolvulus nummularius)" 
โดยดอกของวิษณุกรานต์จะมีดอกออกสีฟ้าอมม่วง มีแกสรตัวผู้ประมาณ 5 อันและเกสรตัวเมียประมาณ 2 อันอยู่ตรงกลางดอก
แล้วคนก็มักจะไปสับสนกับต้นผักบุ้งฝรั่ง (Ipomea) หรือ ต้นมอร์นิ่ง (Morning Glory) ที่มีดอกคล้ายกันแต่เป็นไม้เลื้อยและไม่ใช่วิษณุกรานต์
ส่วนทางไทยเราและทางอินเดียใต้อาจจะใช้ใบของต้นอัญชัน ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Clitoria Ternatea” แทนก็มี 
แต่ก็ไม่ใคร่จะไม่ถูกต้องสักทีเดียวนัก เพราะต้นอัญชันนั้นจะมีชื่อเรียกว่า “โคกรฺณี (गोकर्णी – Gokarni) หรือ อปราชิตา (अपराजिता - Aparajita) นั่นเอง
และต้นวิษณุกฺรานฺต นั้นก็ยังเป็นพืชในวงศ์ผักบุ้งด้วย แต่ลักษณะของลำต้นและดอกกลับไม่เหมือนพวกผักบุ้งเลยสักนิด

12. ใบทาฑิมี (दाडिमी पत्र - Dadimi Patra) 
เป็นพืชตระกูลทับทิม ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า“Punica Granatum”

13. ใบเทวทาร หรือ เทวทารุ (देवदार पत्र or देवदारु पत्र - Devadara Patra or Devadaru Patra) เป็นพืชในตระกูลต้นสนเมืองหนาว ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Cedrus Deodara”

14. ใบมรุวก หรือ มรูพก (मरुवक पत्र or मरूबक पत्र - Maruvaka Patra or Marubaka Patra) 
เป็นพืชในตระกูลสะระแหน่หรือมินต์ของอินเดียชนิดหนึ่งซึ่งมีรสอมหวาน ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า“Origanum Marjoram”
หรือบางแห่งอาจจะใช้พืชในวงศ์ข้างเคียงแทนกันก็มีอันได้อันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Origanum Vulgare” หรือ “Majorana Hortensis” แทนก็ได้

15.  ใบสินฺธุวาร (सिन्धुवार पत्र - Sindhuvara Patra) 
เป็นพืชในตระกูลต้นคนทีเขมา ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Vitex Negundo”

16. ใบชาชี (जाजी पत्र - Jaji Patra) 
เป็นพืชในตระกูลมะลิชนิดหนึ่งของอินเดีย (มะลิก้านแดง) ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Jasminum Grandiflorum” 
บางแห่งก็ว่าใช้ใบของต้นชูหี (जूही) หรือพุทธชาดหรือบุหงาประหงัน (Jasminum Auriculatum) ก็มี 
บ้างก็ว่าสามารถใช้ใบของต้นมะลิทุกสายพรรณหรือจเมลี (चमेली - Jasminum Species) แทนก็ได้

17.  ใบศมี (शमी पत्र - Shami Patra) 
เป็นต้นไม้ตระกูลอาเคเชียหรือไม้สีเสียด ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า “Prosopis Spicigera” 
บ้างก็ว่าเป็นต้นไม้ในวงศ์เดียวกันที่มีชื่อว่า “Prosopis Cineraria” หรือ “Acacia Nilotica” หรือ “Acacia Spicigera” และบางที่ใช้ใบของต้นแคหรือใบกระถินณรงค์แทนก็มี

18. ใบอศฺวตฺถ (अश्वत्थ पत्र - Ashvattha Patra) 
เป็นพืชในตระกูลมะเดื่อหรือต้นโพของอินเดีย ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Ficus Religiosa”

19. ใบอรฺชุน (अर्जुन पत्र - Arjuna Patra) 
เป็นพืชในตระกูลต้นสมอของอินเดียหรือต้นสมอเทศ ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Terminalia Arjuna” 
แต่ทางไทยและทางอินเดียใต้ (บางท้องถิ่น) ว่าเป็นใบของต้นยอป่า ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Morinda Tinctoria”

20. ใบอรฺก (अर्क पत्र - Arka Patra) 
เป็นพืชในตระกูลต้นรัก โดยส่วนใหญ่จะใช้ใบของต้นรักที่มีดอกสีม่วงที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Calotropis Procera” 
แต่บางแห่งก็ใช้ใบของต้นรักที่มีดอกสีขาว ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Calotropis Gigantea” ด้วยเช่นกัน

21. ใบอศฺมนฺตก หรือ ใบอาปฏา (अश्मन्तक पत्र or आपटा पत्र - Ashmantaka Patra or Aapata Patra) 
เป็นพืชในตระกูลชงโค (Bauhinia) หรือต้นเสี้ยวดอกขาว (Bauhinia Variegata) หรือต้นกาหลง (Bauhinia acuminata) โดยต้นอศฺมนฺตกนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Bauhinia Variegata” 
ดังนั้นจึงใช้ใบของต้นเสี้ยวดอกขาวและต้นกาหลงแทนได้
ซึ่งตรงนี้บางแห่งก็ว่าเป็น ใบคณฺฑลี (गण्डली पत्र - Gandali Patra) บ้าง และบ้างก็ว่าหมายถึงหญ้าชนิดหนึ่งของอินเดียที่ชื่อว่า “ลาธา” และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Latha Durva”

ขนมสำหรับการบูชาพระคเณศ
ขนมโมทกะ (मोदक - Modaka) นี้ถือว่าเป็นขนมมงคลอีกชนิดหนึ่งที่ผู้คนชาวอินเดียนิยมนำมาบูชาเทพเจ้าและนำมาใช้รับประทาน โดยเฉพาะทางอินเดียตะวันตกและทางภาคใต้จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ขนมชนิดนี้นั้นคนไทยหลายท่านคงเคยได้ยินชื่อมากันบ้างแล้วว่าเป็นขนมโปรดชนิดหนึ่งของพระคเณศ จนได้ชื่อว่าเป็น “โมทกปฺริย (मोदक प्रिय)” อันหมายถึง “ผู้ชื่นชอบขนมโมทกะ”
โดยขนมโมทกะนี้จะมีสูตรการทำอยู่มากมายหลายสูตรด้วยกัน แล้วแต่สูตรใครสูตรมันเหมือนอาหารในบ้านเรานั่นแหละครับ
ในตำนานนั้นกล่าวว่ามีสตรี 2 พี่น้องคนพี่ได้สามีรวยและเธอเป็นคนเห็นแก่ทรัพย์มาก ส่วนคนน้องได้สามียากจนแต่เป็นคนใจบุญและภักดีแด่พระคเณศมากจนมาใกล้เทศกาลคเณศจตุรถี (วันคล้ายวันประสูติของพระคเณศ) สตรีคนพี่เป็นคนมีทรัพย์มากก็ใช้ให้บริวารทำขนมลัฑฑูเพียงเล็กน้อยมาบูชาพระคเณศตามประเพณี ส่วนคนน้องซึ่งยากจนพยายามเก็บออมเงินเพื่อมาซื้อเครื่องปรุงขนมลัฑฑูที่มีต้นทุนในการทำสูง
แต่เงินที่เธอออมมาก็ยังไม่พอแก่การนำไปใช้ซื้อเครื่องปรุง เธอจึงคิดสูตรขนมบูชาขึ้นมาใหม่โดยนำเงินทั้งหมดไปซื้อแป้งข้าวเจ้า มะพร้าวและน้ำตาลโตนดมาทำขนมชนิดหนึ่งขึ้นบูชาพระคเณศแทนด้วยความภักดี แล้วสวดมนต์บูชาตลอดทั้งคืนจนหลับไปพอเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งปรากฏว่าขนมของเธอนั้นได้เปลี่ยนกลายเป็นทองคำเหลืองอร่ามไปทั้งห้องบูชา จนทำให้เธอมีฐานะร่ำรวยขึ้น ฝ่ายพี่สาวของเธอทราบความเข้าก็มาคิดว่าจะทำขนมชนิดนี้ถวายพระคเณศบ้าง ด้วยต้นทุนถูกแถมอยากได้ทองคำแบบน้องสาวของเธอในปีต่อมาพี่สาวของเธอจึงไม่ยอมทำขนมลัฑฑูถวาย โดยเปลี่ยนมาเป็นขนมโมทกะแทนด้วยปรารถนาเพียงแต่จะได้ทองคำ เมื่อได้บูชาแล้วเธอก็เฝ้ารอว่าเมื่อไรขนมชนิดนี้จะเปลี่ยนเป็นทองคำอยู่ตลอดทั้งคืนจนเธอหลับไปพอตื่นเช้ามาก็ปรากฏว่าขนมนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองอร่ามจริง เธอไม่รอช้ารีบตรงเข้าไปกอบโกยในทันที แต่แทนที่จะเป็นทองคำมันกลับกลายเป็นอุจจาระแทน ด้วยเพราะเธอไม่ได้บูชาด้วยศรัทธาจริงเมื่อชาวบ้านทราบเรื่องของสองพี่น้องนี้เขา ก็เลยเริ่มนิยมทำขนมนี้มาบูชาพระคเณศกันบ้าง โดยเรียกขนมนี้ว่า “โมทกะ” อันชื่อขนมนี้จะมีความหมายว่า “ทำให้เกิดปรีติ” มานับแต่นั้นนั่นเองสูตรการทำขนมนี้เดิมก็ไม่มีอะไรมาก มีแค่เอามะพร้าวมาขุดแล้วนำไปผัดกับน้ำตาลโตนดเพื่อนำมาปั้นเป็นไส้ ส่วนแป้งที่ห่อก็จะทำจากแป้งข้าวเจ้าหรือแป้งสาลีนวดกับน้ำเท่านั้น แล้วห่อเป็นจีบคล้ายหัวกระเทียมและนำไปนึ่งแต่ในปัจจุบันนั้นอาจมีความเพิ่มสูตรความหอมอร่อยเพิ่มเติมเข้าไปอีกมากมาย อย่างที่ผู้เขียนทำทานเองก็จะทำดังนี้ คือไส้ขนม ก็จะนำมะพร้าวขูดและเม็ดมะม่วงหิมพานต์บดมาผัดกับน้ำตาลโตนดและน้ำผึ้งนิดหน่อย เติมเกลือ น้ำมันเนยใสและผงกระวานเขียวอย่างละนิดหน่อยให้พอหอมแล้วนำมาปั้นเป็นไส้ส่วนตัวแป้งห่อก็จะนำแป้งข้าวเจ้าหรือแป้งข้าวสาลีมานวดด้วยน้ำนมสดที่แช่เกสรดอกหญ้าฝรั่น แล้วใส่น้ำผึ้งและเนยใสลงไปนิดหน่อยให้มันสวย นวดและพักให้ได้ที่แล้วนำมาใช้ห่อไส้ จากนั้นก็นำไปนึ่งหรือทอดก็ตามแต่ใจ จนสุกก็เป็นอันเสร็จครับ ลองไปทำทานกันดูได้นะครับ
ขนมลัฑฑูนี้เป็นขนมทรงกลมสีออกเหลืองสวยงามมีชื่อเรียกในภาษาฮินดีว่า “ลัดดู (लड्डू - Laddu)” และในภาษามราฐีจะเรียกว่า “ลาดู (लाडू - Laadu)” 
ชื่อของขนมชนิดนี้มีที่มาจากรากศัพท์ในภาษาสันสกฤตว่า “ลฑฺฑก (लड्डक)” ที่แปลว่า “ลูกกลมเล็ก” แต่คนไทยมักออกเสียงเรียกขนมชนิดนี้ว่า “ลาดูป”

ขนมลัฑฑูถือว่าเป็นขนมหวานสำคัญชนิดหนึ่งในพิธีมงคลของชาวอินเดีย โดยเฉพาะเป็นขนมที่ชาวอินเดียมักนิยมนำไปใช้ในการถวายบัดพลีแด่เทพเจ้า
ซึ่งปัจจุบันในเมืองไทยเราผู้ที่นับถือเทพเจ้าฮินดูหลายท่านก็มักจะนิยมซื้อหาเอาขนมลัฑฑูนี้ไปบูชาเทพเจ้าในศาสนาฮินดูกันอย่างมากขึ้นด้วย
ทางอินเดียเหนือจะถือว่าขนมชนิดนี้เป็นขนมชั้นสูงชนิดหนึ่ง เพราะเครื่องปรุงนั้นทำจากสิ่งของที่มีราคาแพง (ในสมัยโบราณ) จึงเป็นที่บริโภคกันเฉพาะในชนชั้นวรรณะสูงหรือผู้ที่มีฐานะทางการเงินดี
อีกทั้งขนมนี้ยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในขนมสำคัญที่ใช้บูชาพระเจ้าของชาวฮินดูด้วย โดยเฉพาะพระวิษณุหรือพระนารายณ์และพระคเณศ
โดยเวลาจะนำขนมนี้ไปถวายพระเจ้าแล้วนั้นชาวฮินดุก็มักจะเพิ่มมูลค่าให้กับขนมลัฑฑูนี้ด้วย การนำเอาแผ่นทองคำเปลวแท้หรือแผ่นเงินเปลวแท้มาติดหุ้มไว้บนขนมนี้ด้วย
ตามตำนานเล่ากันว่าขนมลัฑฑูนี้เป็นที่โปรดปรานของพระวิษณุเจ้าเป็นอย่างมาก ฉะนั้นเวลาไปทำการไหว้ขอพรกับพระวิษณุเจ้าแล้วนั้นชาวฮินดูจึงมักนำขนมลัฑฑูนี้ไปทำการถวายเป็นสักการะด้วยทุกครั้ง
ส่วนเรื่องที่ว่าเป็นขนมชนิดหนึ่งอันเป็นโปรดปรานของพระคเณศนั้น ก็เพราะว่ามีตำนานเล่ากันเกี่ยวกับเทพปกรณัมของพระคเณศว่า
เมื่อคราวที่พระคเณศยังทรงพระเยาว์อยู่นั้น พระอุมาเทวีมักทรงชอบทำขนมนี้ให้พระคเณศเสวยอยู่บ่อยๆ เนื่องจากเป็นที่โปรดปรานของพระคเณศมาก จนพระอุมาเทวีทรงทำมามากมายสักเท่าใดก็ไม่ค่อยพอให้พระคเณศเสวย
ซึ่งเรื่องนี้เองก็จะนำไปสู่เรื่องของขนมอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “โมทกะ (मोदक - Modaka)” ที่จะมาเล่าให้ฟังในคราวหน้า ว่าทำไมจึงเรียกขนมลัฑฑูว่าเป็นขนมคนรวย และเรียกขนมโมทกะว่าเป็นขนมลัฑฑูของคนจน

ขอขอบคุณ ข้อมลูดีๆ จากพี่  อมเรศ กาลปุตรา